วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงงานบูรณาการเมี่ยงคำเมืองตาก (วิชาสุขศึกษา)


โครงงานบูรณาการเมี่ยงคำเมืองตาก (วิชาสุขศึกษา)
คุณค่าทางโภชนาการของเมี่ยงคำ

ในไส้เมี่ยงและเครื่องเมี่ยง มีส่วนประกอบหลายอย่าง ได้แก่  ใบชะพลู  มะพร้าว  หอมแดง  ขิง  ข่า ตระไคร้ มะนาว น้ำตาลปีบ พริกขี้หนู กะปิเผา น้ำปลา กุ้งแห้งและถั่วลิสง  ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้ก็มีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันไป  ดังนี้
1.ใบชะพลู

                ใบชะพลูให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดวิตามิน เกลือแร่ มีสารอาหารที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น แคลเซียม วิตามินเอสูง ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เส้นใยและสารคลอโรฟิลล์ และยังมีสรรพคุณทางยา เช่น ช่วยบำรุงธาตุ แก้จุกเสียดแน่น ฯลฯ

2.มะพร้าว

เนื้อมะพร้าวให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดไขมัน มีคุณค่าทางโภชนาการสูงได้แก่ แคลเซียมโพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี ไขมัน บี 2 บี 5 และบี 6 กรดโฟลิก กรดอะมิโน และฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง มีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีอีกด้วยช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทองมะและยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดีแถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกายจึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส
3.หอมแดง

หอมแดงให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดวิตามิน เกลือแร่ ในหอมแดงสดจะมีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบอีกทั้งยังมีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และหากกินเป็นประจำก็จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดไขมันในเส้นเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจนอกจากนั้นในหอมแดงยังมีธาตุฟอสฟอรัสปริมาณสูง ช่วยให้มีความจำดี อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี
4.ขิง

                ขิงให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดวิตามิน เกลือแร่ ขิงเป็นสมุนไพรที่ใช้แก้หวัด แก้ไข้ แก้หนาวสั่น แก้บาดทะยัก แก้โรคเรื้อน มีฤทธิ์แก้หวัดเย็นขับเหงื่อบำรุงกระเพาะ แก้ปวดข้อ แก้ปัญหาเรื่องไต แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ลดโคเลสเตอรอลที่สะสมในตับและหลอดเลือด ของหญิงสาวเหล่านี้มาใช้ในการเดินเรือ โดย มีการเคี้ยวรากขิงเมื่อออกทะเลเวลา เมาคลื่นลม
5.มะนาว

                มะนาวให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดวิตามิน เกลือแร่ซึ่งมะนาวเป็นผลไม้ที่มีกรดอินทรีย์หลายชนิดเช่นกรดซิตริก กรดมาลิค วิตามินซี ซึ่งได้จากน้ำมะนาว ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะนาวมีวิตามินเอและซี รวมทั้งมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในน้ำมะนาว มีสรรพคุณทางยา คือ เปลือกผลมีรสขม      ช่วยขับลม รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด 

6.พริกขี้หนู

                 พริกขี้หนูให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดวิตามิน เกลือแร่ ซึ่งพริกขี้หนูเป็นเครื่องชูรสที่ให้ความเผ็ดซึ่งก็คือ สารแคปไซซิน (Capsaicin)  ที่ทำให้มีรสเผ็ดร้อน ในทางยาไทยพริกมีสรรพคุณแก้ลมจุกเสียด      แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ ขับผายลม ช่วยในการเจริญอาหาร ขับเหงื่อ บำรุงธาตุไฟ แก้ปวดหลังปวดเอว แก้บวม เคล็ดขัดยอก

7.ถั่วลิสง

                ถั่วลิสงให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดโปรตีน ซึ่งถั่วลิสงยังประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ๘ ชนิด ในอัตราที่เหมาะสม ถั่วลิสงยังมีไขมัน วิตามินบี ๒โคลีน (choline) กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว เมธิโอนีน (Methionine)และวิตามิน เอบีอีเค แคลเซียม เหล็กและธาตุอื่นๆการบริโภคน้ำมันถั่วลิสงเป็นประจำจะทำให้โคเลสเตอรอลในตับสลายตัวเป็นกรดน้ำดี (bileacid) ไม่เพียงแต่ลดโคเลสเตอรอลลงเท่านั้น ยังเป็นการป้องกันหลอดเลือดตีบและโรคหัวใจของคนในวัยกลางวันและวัยสูงอายุได้

8.กุ้งแห้ง

                กุ้งแห้งให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดโปรตีน

9.ข่า

                ข่าให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดวิตามิน เกลือแร่ ซึ่งข่านั้นยังช่วยขับลม แก้บวม ฟกซ้ำ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียดได้อีกด้วย

10.ตระไคร้

                ตระไคร้ให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดวิตามินและเกลือแร่

11.น้ำตาลปีบ

                น้ำตาลปีบให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดไขมัน ซึ่งป็นสารให้พลังงานที่สำคัญที่สุดแก่เซลล์  และเป็นสารตั้งต้นสำหรับการสังเคราะห์ชีวโมเลกุลต่างๆในเซลล์  ซึ่งเมื่อเราบริโภคอาหารเข้าไป อาหารจะถูกสกัดย่อยด้วยกรดในกระเพาะก่อนจะถูกย่อยและดูดซึมไปเลี้ยงร่างกายโดยลำไส้เล็ก ตรงนี้เอง ที่น้ำตาลซูโครสในอาหารจะถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสและฟรุคโทส ซึ่งจะไหลไปตามหลอดเล็กๆผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดไปตามหลอดเส้นเลือดใหญ่  โดยละลายอยู่ในเลือดและไหลกลับมาทางน้ำเหลืองเพื่อเข้าสู่ตับ โดยน้ำตาลบางส่วนจะถูกสะสมไว้ในตับในรูปของแป้งสีขาวที่ไม่สามารถละลายได้  แต่เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลง  แป้งส่วนนี้จะสามารถละลายกลายเป็นน้ำตาล เพื่อส่งเข้ากระแสเลือด และหากมีน้ำตาลเหลืออยู่อีก ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเหล่านั้นเป็นไขมัน และเก็บไว้ในชั้นไขมันต่อไป

12.กะปิเผา

                กะปิเผาให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดโปรตีน
              
13.น้ำปลา

                น้ำปลาให้สารอาหารที่จัดอยู่ในหมวดโปรตีน ซึ่งน้ำปลานั้นช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคโรคหัวใจขาดเลือด ( Coronary  Heart Disease ) ลดไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอร์ไรด์ ( Triglyceride ) ลดความรุนแรงของโรคปวดข้อ รูมาตอยด์ ( Rhematoid Arthritis ) บำรุงสมอง เพราะเซลล์สมองมีกรดไขมันชนิดนี้มาก จึงช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การแนะนำตัวเอง

ชื่อ-สกุล  :  เด็กหญิงพัทธวรรณ   ธิงาม   ชื่อเล่น   ไอย์
วันเกิด  :  9  มิถุนายน  พ.ศ.  2541
ที่อยู่  :  บ้านเลขที่  71/2  หมู่  5 ตำบลไม้งาม  อำเภอเมืองตาก  จังหวัดตาก  63000
การศึกษา  :  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2/3  เลขที่  22 โรงเรียนตากพิทยาคม  จังหวัดตาก
อาหารที่ชอบ  :  กะเพราปลาหมึก
ผลไม้ที่ชอบ  :  ลำไย
สีที่ชอบ  :  สีชมพู
กีฬาที่ชอบ  :  วอลเล่ย์บอล
งานอดิเรก  :  ดูทีวี  เล่นคอมพิวเตอร์  ฟังเพลง  อ่านหนังสือ
คติประจำใจ  :  ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว



วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555


คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้งานอินเตอร์เน็ต
        ในสังคมอินเทอร์เน็ตนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดีเช่นเดียวกับสังคมทั่วไป ผุ้ใช้ที่ไม่ระมัดระวังจึงอาจถูกล่อลวงไปในทางที่ผิดหรือก่อให้เกิดอันตราย ได้ ฉะนั้น วิธีหนึ่งที่จะป้องกันเยาวชนไทยจากปัญหาเหล่านี้ก็คือ การให้เยาวชนรู้จักกับศิลปป้องกันตัวในอินเทอร์เน็ต
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตควรจะรู้และยึดถือปฏิบัติ ดังนี้
        1. ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ชื่อ โรงเรียนของตนให้แก่บุคคลอื่นที่รู้จักกันทางอินเทอร์เน็ต โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองก่อน
        2. หากพบข้อความหรือรูปภาพใดๆ บนอินเทอร์เน็ตที่มีลักษณะหยาบคายหรือไม่เหมาะสม ควรแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันที
        3. ไม่ควรไปพบบุคคลใดก็ตามที่รู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ผู้ปกครองก่อน และหากผู้ปกครองอนุญาต ก็ควรไปพร้อมกับผู้ปกครอง โดยควรไปพบกันในที่สาธารณะ
        4. ไม่ส่งรูปหรือสิ่งใดๆ ให้บุคคลที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองก่อน
        5. ไม่ตอบคำถามหรือต่อความกับผู้ที่สื่อข้อความหยาบคาย และต้องแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันที
        6. ควรเคารพต่อข้อต่อลงในการใช้อินเทอร์เน็ตที่ให้ไว้กับผู้ปกครอง เช่น กำหนดระยะเวลาในการใช้อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ที่ผู้ปกครองอนุญาตให้เข้าได้

ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
          ความรู้ที่ได้เมื่อครั้งตามเสด็จ คือพระเจ้าอยู่หัวให้ความสำคัญกับการปลูกป่า  เพราะป่าให้อาหาร ให้น้ำ และใหอากาศ  เมื่อเขาตัดสินใจลาออกจากราชการ  มาเริ่มต้นกับผืนดินแห้งแล้งจำนวน 40 ไร่ ตำบลมาบเอื้อง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เขาขุดบ่อน้ำลึก 15 เมตร กินพื้นที่ 5 ไร่ เมื่อได้น้ำแล้วเขาก็เริ่มปลูกป่าทันที   ตามแนวพระราชดำรัสเกี่ยวกับป่า 3  อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ที่ได้พระราชทาน ณ โรงแรมริมคำ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2523 

ป่า 3 อย่าง
           1. ป่าไม้ใช้สอย  คือ ไม้โตเร็ว สำหรับใช้ในครัวเรือน เช่น สะเดา ไม้ไผ่
           2. ป่าไม้กินได้  คือ ไม้ผล เช่น มะม่วง และผักกินใบต่างๆ 
           3. ป่าไม้เศรษฐกิจ  คือ  ไม้ที่ปลูกไว้ขาย  หรือไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก
ประโยชน์ 4 อย่าง
           1. ป่าไม้ใช้สอย  นำมาสร้างบ้าน  ทำเล้าเป็ด  เล้าไก่  ด้ามจอบเสียม  ทำหัตถกรรม  หรือกระทั่งใช้เป็นเชื้อเพลิง (ฟืน) ในการหุงต้ม
           2. ป่าไม้กินได้  นำมาเป็นอาหาร  ทั้งพืชกินใบ  กินผล  กินหัว  และเป็นยาสมุนไพร
           3. ป่าไม้เศรษฐกิจ  เป็นแหล่งรายได้ของครัวเรือน  เป็นพืชที่สามารถนำมาจำหน่ายได้  ซึ่งควรปลูกพืชหลากหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องราคาตกต่ำและไม่แน่นอน
           4. ประโยชน์ในการช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ  การปลูกพืชที่หลากหลายอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศในสวน  ช่วยปกป้องผิวดินให้ชุ่มชื้น ดูดซับน้ำฝน และค่อยๆ ปลดปล่อยความชื้อสู่สวนเกษตรกรรม

อ้างอิง : http://www.vcharkarn.com/varticle/39438

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
1.เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่ (Local Area Network) หรือแลน  (LAN)
2.เครือข่ายบริเวณนครหลวง  (Metropolitan Area  Network) หรือแมน (MAN)
3.เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wide Area Network) หรือแวน (WAN)
4.เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet)
เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่
1.เครื่องบริการ (Server)
2.เครื่องสถานีงาน (Workstation) หรือเครื่องรับบริการ (Client)
3.การ์ดต่อเชื่อมเครือข่ายเฉพาะที่ (LAN card)
4.ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบเครือข่าย (Network system software)
5.เครื่องกระจายสายระบบเครือข่ายบริเวณเฉพาะที่ หรือฮับ (hub)
6.สายต่อเชื่อมระบบเครือค่ายบริเวณเฉพาะที่ (LAN cable)
เครือข่ายบริเวณนครหลวง
                เครือข่ายบริเวณนครหลวง หรือแมน (MAN) เป็นเครือข่ายให้บริการสำหรับเมืองใหญ่ ๆ ที่พัฒนามาจากระบบโทรทัศน์ทางสาย หรือเคเบิลทีวีในสมัยก่อน ระบบนี้ใช้สายโคแอ็กเชียลความเร็วสูง (coaxial cable) ในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ไปให้สมาชิกตามบ้าน ต่อมาได้พัฒนาให้รับส่งข้อมูลได้ด้วย
เครือข่ายบริเวณกว้าง
                เครือข่ายบริเวณกว้าง หรือแวน (WAN) เป็นเครือข่ายที่พัฒนามาจากเครือข่ายโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งเชื่อมโยงผ่าน เมือง จังหวัด ประเทศ ทวีป โยงใยทั่วโลก เครือข่ายนี้แบ่งเป็นเครือข่ายย่อย (subnet) และเครือข่ายหลัก (backbone) ประกอบด้วยสวิทช์เลือกคู่สายที่อยู่ตามชุมสายต่าง ๆ เชื่อมโยงด้วยสายเคเบิลจำนวนมากทุกรูปแบบ
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
                เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้รับการพัฒนามาจากเครือข่ายแวน เพื่องานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ที่เรียกว่า อาร์พาเน็ต (ARPANET) ซึ่งเริ่มต้นสร้างขึ้นในปี 1969 โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมพัฒนา 3 มหาลัย และศูนย์วิจัยอีก 1 แห่ง ต่อมาเครือข่ายนี้ได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้เข้าร่วมพัฒนามากมาย  รวมทั้งบริษัทเอกชน และได้มีเครือข่ายอีกเครือข่ายหนึ่งเกิดขึ้นในปี 1991 เป็นเครือข่ายเพื่อการวิจัยและการศึกษาที่เรียกว่า NSFNET (national research and education network) ซึ่งสนับสนุนโดยรัฐบาลอเมริกันเช่นกัน ความเร็วในการสื่อสารของเครือข่ายนี้สูงถึงกว่า 1 Gbps หรือ 1 พันล้านบิตต่อวินาที โดยอาศัยเครือข่ายแวน เป็นที่เป็นเครือข่ายของสาธารณะนั้นเอง ต่อมาทั้งสองเครือข่ายนี้ได้เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน

ข้อมูล เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ หรือของสิ่งที่หน้าสนใจ ข้อมูลจะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อผ่านการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศก่อน สารสนเทศนี้เองคือสิ่งที่เรานำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ข้อมูลและสารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่มีค่า ต้องเก็บรักษาไว้เป็นระบบ และต้องการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


เรื่อง องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูลมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. ระบบคอมพิวเตอร์
2. อุปกรณ์ต่อเชื่อมเพื่อการสื่อสารข้อมูล  (เป็นส่วนฮาร์ดแวร์)
3. ซอฟแวร์สำหรับการสื่อสารข้อมูล
4. โพรโทคอล  (protocol) หรือ เกณฑ์วิธี คือข้อกำหนดสำหรับการสื่อสารข้อมูลแบบนั้นๆ
5. สื่อนำข้อมูล  (media)  เช่น สายโทรศัพท์ หรือเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือคลื่นวิทยุ